1. หน้าหลัก
  2.    >   ข่าวสาร
  3.    >   ประชุมเมืองไทย อิ่มใจตามรอยพระราชดำริ : สมเด็จพระราชินีกับกำเนิดโครงการศิลปาชีพ

10เม.ย. 2559

ประชุมเมืองไทย อิ่มใจตามรอยพระราชดำริ : สมเด็จพระราชินีกับกำเนิดโครงการศิลปาชีพ

นายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ   ทีเส็บ เปิดเผยว่า โครงการ“ประชุมเมืองไทย อิ่มใจ ตามรอยพระราชดำริ” เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักภายใต้แคมเปญประชุมเมืองไทยภูมิใจช่วยชาติ เพื่อส่งเสริมการจัดประชุมสัมมนาในประเทศ มุ่งเน้นการกระจายรายได้ และยกระดับรายได้ด้วยธุรกิจไมซ์ภายในประเทศซึ่งมีสอดคล้องกับนโยบายโครงการประชารัฐของรัฐบาลที่ต้องการให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน  โดยเน้น New Destination” สถานที่จัดประชุมใหม่ๆสำหรับรองรับกลุ่มการประชุมสัมมนาภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการพระราชดำริ พร้อมนำเสนอ “Quick Win Promotion” ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ เพื่อกระตุ้นกลุ่มเป้าหมายในการจัดประชุมสัมมนา และกิจกรรมต่างๆขององค์กร อาทิ การสร้างความสัมพันธ์กลุ่ม (Team Building), การจัดทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคม (CSR)

 

จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ คือหนึ่งในเส้นทางการจัดประชุมสัมมนา ที่เชิญชวนให้คนไทยได้ไปสัมผัสกับพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และแนวคิดในการพัฒนาให้ความรู้ สร้างอาชีพ สร้างรายได้เสริม ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน และถือเป็นพระราชกรณียกิจแรกทางด้านการส่งเสริมอาชีพหัตถกรรมแก่ราษฎร ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงริเริ่มขึ้น  เป็นต้นกำเนิดโครงการศิลปาชีพ

 

ศูนย์หัตถกรรมทอผ้าเขาเต่า คือต้นแบบโรงทอผ้าแห่งแรกตามพระราชดำริ ก่อกำเนิดมาเป็นเวลากว่า 50 ปี เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรที่หมู่บ้านเขาเต่า ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๐๘ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงชักชวนให้หญิงชาวบ้านหัดทอผ้าฝ้ายด้วยกี่กระตุก เพื่อเป็นอาชีพเสริมแก่ราษฎร เนื่องจากในช่วงฤดูมรสุมชาวประมงส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะว่างงานประกอบอาชีพไม่ได้ นับแต่นั้นเป็นต้นมาอาชีพทอผ้ารับสนองพระราชดำริในอดีตได้เป็นอาชีพหลักเลี้ยงชีพในปัจจุบัน  ที่มีพัฒนาการ สู่การใช้เส้นใยฝ้ายธรรมชาติ ๑๐๐% และพัฒนามาเป็นเส้นฝ้ายขัดมัน สร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์มากขึ้น เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างรายได้กับสมาชิกกลุ่มโดยเฉลี่ย ๑๐,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน มียอดขายตลอดทั้งปี ๒๕๕๘ รวม ๑,๙๗๔,๗๘๑ บาท

 

ทุกวันนี้การทอผ้าฝ้ายด้วยกี่กระตุกยังคงดำเนินต่อไป จากรุ่นที่หนึ่ง นักเรียนรุ่นแรกที่ได้รับพระเมตตา สู่รุ่นที่สอง ซึ่งเข้ามาเรียนรู้การทอผ้าในช่วงที่ได้รับการฟื้นฟู และเพื่อให้ผ้าฝ้ายทอมือของกลุ่มได้รับการสืบสาน จึงมีการถ่ายทอดความรู้การทอผ้าให้แก่เยาวชนของโรงเรียนเทศบาลบ้านเขาเต่า ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ พร้อมเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ ให้นักเรียน นักศึกษา เข้ามาหาความรู้ในเรื่องของการทอผ้า ปัจจุบันมีผู้เดินทางมาศึกษาดูงาน ทั้งชุมชน หน่วยงาน องค์กร ตลอดทั้งปี โดยเฉลี่ยเดือนละ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ คน และเปิดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เข้ามาชมการทอผ้า และในอนาคตจะมีการต่อยอดสู่กลุ่มเครือข่ายที่มีฝีมือด้านการทอผ้า เพื่อช่วยส่งเสริมด้านการตลาดอีกด้วย

 

สถานที่ศึกษาดูงานที่ไม่ควรพลาดอีกแห่งหนึ่งบนเส้นทางนี้ คือ “ป่านศรนารายณ์หุบกะพง” อาชีพพระราชทานสร้างชื่อเสียงหัตถกรรมไทย ของกลุ่มสตรีศิลปาชีพพิเศษป่านศรนารายณ์ สหกรณ์หุบกะพง  แหล่งผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จักสานจาก “ป่านศรนารายณ์” ฝีมือประณีต งานหัตถกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้น จากพืชในท้องถิ่นที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมากมาเป็นวัตถุดิบประดิษฐ์เป็นสินค้าหัตถกรรมต่างๆ โดยได้รับ ตามแนวพระราชดำริด้านการส่งเสริมอาชีพราษฎรในสมเด็จพระนางเจ้าฯ

 

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ป่านศรนารายณ์ กลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้กับชาวหุบกะพงต่อเนื่องมายาวนานกว่า 30 ปี และได้รับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา ให้มีรูปแบบ สีสันที่นำสมัย และเป็นที่ต้องการของตลาด

 

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล ได้ทรงช่วยเหลือกลุ่มแม่บ้านชาวหุบกะพงให้มีรายได้เพิ่มเติม วันนี้งานหัตถกรรม ป่านศรนารายณ์จากบ้านหุบกะพง เป็นที่นิยมได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย สร้างรายได้ ๘,000-1๒,000 บาท/เดือน ด้วยยอดขาย ประมาณ ๒-3 ล้านบาทในแต่ละปี และได้สร้างอาชีพเกี่ยวเนื่องที่หลากหลายอาชีพ คือ การปลูกป่านศรนารายณ์แทนการทำไร่นา และเก็บใบมา ส่งต่อให้คนขูดให้เป็นเส้น คนถักเปีย และส่งให้กลุ่มแม่บ้านเป็นผู้จักสานผลิตภัณฑ์ เป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่โครงการหุบกะพง

 

นอกจากนี้ ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังมี โครงการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำทางทะเล คืนความสมบูรณ์สู่ทะเลไทยตามพระราชดำริ ที่ด้วยน้ำพระราชหฤทัยห่วงใยของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทราบปัญหาสัตว์ทะเลธรรมชาติในน่านน้ำไทยลดน้อยลงมาก และประชากรหอยตลับคือหนึ่งในจำนวนนั้น จากเดิมที่เคยพบหอยตลับอยู่ชุกชุมตามชายฝั่งทะเลตั้งแต่อำเภอหัวหิน ปราณบุรี กุยบุรี อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ลงไปจนถึงอำเภอบางสะพานน้อย แต่ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนลดน้อยลงและขนาดที่มีการจับมาบริโภคและใช้ประโยชน์มีขนาดเล็กลงมากเนื่องจากมีการนำขึ้นมาใช้มากกว่าที่ธรรมชาติจะทดแทนได้ทัน การลดปริมาณลงของประชากรหอยตลับนี้เป็นเรื่องที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยและมีพระราชเสาวนีย์ว่าควรทำการอนุรักษ์ไว้

 

กรมประมง โดยศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ ได้ศึกษาวิจัยและทำการเพาะขยายพันธุ์ขึ้นเพื่อทดแทน โดยการดำเนินการอนุรักษ์พันธุ์หอยตลับ ได้รับความร่วมมือจากกองทัพอากาศ (กองบิน 5) เก็บรวบรวมหอยตลับจากแหล่งธรรมชาติ นำมาเพาะพันธุ์ แล้วนำมาอนุบาลไว้ที่ศูนย์ฯ รอเวลาที่เหมาะสมส่งกลับคืนสู่ธรรมชาติต่อไป สามารถผลิตลูกพันธุ์หอยตลับได้จำนวนมาก และนำลงปล่อยในทะเล ที่อ่าวมะนาว นับตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา รวมจำนวนมากกว่า 10 ล้านตัว และมีการขยายพันธุ์หอยตลับเพิ่มเติมปล่อยลงสู่แหล่งธรรมชาติในพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ อ่าวประจวบคีรีขันธ์ และหาดวนกร อย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางและหลากหลายกิจกรรมแห่งการเรียนรู้ ที่องค์กรต่าง ๆ จะได้เดินทางไปศึกษาและดูงานอย่างลึกซึ้ง เข้าใจ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่มีต่อประชาชนเสมอมา อันจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้องค์กร หน่วยงานต่างๆ  จัดประชุมสัมมนา เรียนรู้ และสัมผัสพระราชปณิธานของพระองค์ที่สร้างความยั่งยืนให้กับราษฎรและผืนแผ่นดินไทย

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ธ.ค. 2559

เปิดอ่าน : 164